ความรู้ด้านยา… การสังเกตยาหมดอายุและการเก็บรักษายา

ยาเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะสามารถบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคและความเจ็บป่วย ซึ่งยาแต่ละชนิดมีวิธีการใช้ที่ไม่เหมือนกัน เช่น ยากิน ยาทา และยาฉีด หากเราใช้ยาไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดอันตรายได้

ดังนั้น จึงควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร นอกจากนี้ ถึงแม้เราจะใช้หรือกินยาตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด หากเราเก็บรักษายาไม่ถูกต้องทำให้ยาเสื่อมสภาพก็จะเกิดอันตรายได้เช่นกัน ดังนั้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ เราจึงควรมีความรู้ใน 3 เรื่องหลัก คือ

  • วิธีการอ่านฉลากเพื่อสังเกตวันหมดอายุของยา
  • วิธีการสังเกตลักษณะของยาที่เสื่อมสภาพ
  • วิธีการเก็บรักษายาเพื่อไม่ให้ยาเสื่อมสภาพเร็ว ก่อนวันหมดอายุ
วิธีการอ่านฉลากเพื่อสังเกตวันหมดอายุของยา

  • วันหมดอายุของยาจะระบุไว้ในฉลากยา โดยมีการแสดง วัน เดือน ปี ที่ยาสิ้นอายุ หากไม่มีการแสดงวันสิ้นอายุให้สังเกตวันผลิต หรือ วัน เดือน ปี ที่ยานั้นผลิต โดยทั่วไปยาฉีดนั้นจะมีอายุการใช้ประมาณ 2 ปี นับจากวันที่ผลิต และยาเม็ดจะมีอายุการใช้ประมาณ 3-5 ปี นับจากวันที่ผลิต
  • ยาเม็ดจะมีอายุการใช้ประมาณ 3-5 ปี นับจากวันที่ผลิต
  • ยาหยอดตา เมื่อเปิดใช้แล้วให้เก็บในตู้เย็น จะมีอายุการใช้ 1 เดือน หลังจากที่เปิดใช้ครั้งแรก (ยกเว้นยาหยอดตาซัลฟาเซตาไมค์ ห้ามเก็บในตู้เย็น) ไม่ควรใช้ยาหยอดตาหลังเปิดไว้ 1 เดือน แม้ว่าจะยังไม่หมดอายุตามที่ระบุบนฉลากก็ตาม
วิธีการสังเกตยาเสื่อมสภาพ
ยาเสื่อมสภาพเป็นยาที่เปลี่ยนสภาพไป ทำให้ไม่เกิดผลในการรักษาที่ดี หรืออาจเป็นอันตรายอย่างรุนแรงต่อผู้ใช้ได้ การเสื่อมสภาพของยา อาจสังเกตจากการเปลี่ยนแปลงลักษณะภายนอก ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในตัวยา ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การเสื่อมสภาพของยาที่เราพบกันบ่อย ๆ เช่น

รูปแบบยา การเสื่อมสภาพของยา
ยาน้ำแขวนตะกอน ยาน้ำจะมีการเปลี่ยนสี กลิ่น หรือมีตะกอนผิดไป (Suspension) จากเดิม เช่น ยาน้ำแขวนตะกอน (ตัวอย่าง เช่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร) เมื่อเขย่าขวดผงยาที่ตกตะกอนจะกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเขย่าแล้วไม่กระจายตัว แสดงว่ายานั้นเสื่อมสภาพแล้ว
ยาน้ำใส (Solution) ยาน้ำใส เช่น ยาน้ำเชื่อม ต้องมีลักษณะเป็นเนื้อเดียวกัน หากเกิดผลึกขึ้นไม่ควรนำมารับประทาน
ยาน้ำแขวนละออง ยาน้ำแขวนละออง เช่น น้ำมันตับปลา เมื่อเขย่าแล้ว (Emulsion) ยาต้องรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน หากเขย่าแล้วยายังแยกออกเป็นของเหลว 2 ชั้นชัดเจน แสดงว่าเสื่อมสภาพ
ยาหยอดตา ยาหยอดตาที่เสื่อมสภาพจะมีลักษณะขุ่นหรือตกตะกอนของตัวยา หรือเปลี่ยนแปลงสีจากเดิมที่เคยใช้
ยาเม็ด ยาเม็ดจะมีลักษณะเยิ้ม เม็ดแตก ชื้น บิ่น เปลี่ยนสี เช่น ยาแอสไพริน (ยาแก้ปวด) ถ้าเสื่อมสภาพจะมีผลึกใสกลิ่นเหม็นเปรี้ยวเกิดขึ้นบนเม็ดยาหรือในขวดยา หรือยาเม็ดวิตามินซีที่เสื่อมสภาพจะมีสีเข้ม
ยาแคปซูล ยาแคปซูลจะมีลักษณะแตกออกจากกัน บวม ชื้น หรือสีของยาที่อยู่ภายในแคปซูลเปลี่ยนไป หรือมีสีเข้มขึ้น เช่น ยาแก้อักเสบเตตร้าไซคลิน เมื่อเสื่อมสภาพจะเปลี่ยนจากผงสีเหลืองนวลเป็นสีน้ำตาล ซึ่งเป็นอันตรายต่อไตเป็นอย่างมาก
ยาขี้ผึ้ง ยาครีม ยาขี้ผึ้ง ยาครีม จะมีลักษณะเนื้อยาเยิ้ม เหลว แยกชั้น กลิ่น สีเปลี่ยนไปจากเดิม

การเก็บรักษา
เมื่อเราทราบถึงวิธีการใช้ยาที่ถูกต้องแล้ว ก็ควรรู้ถึงวิธีการเก็บรักษาที่ถูกต้องด้วย เพื่อให้ยามีคุณภาพในการรักษา ไม่เสื่อมสภาพเร็ว วิธีการเก็บรักษามีดังนี้

  1. ตู้ยาควรตั้งอยู่ในที่ที่แสงแดดส่องไม่ถึง ควรตั้งให้พ้นจากมือเด็ก โดยอยู่ในระดับที่เด็กไม่สามารถหยิบถึง เพราะยาบางชนิดมีสีสวย เช่น ยาบำรุงเลือดที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีลักษณะเป็นยาเม็ดเคลือบน้ำตาลสีแดง ซึ่งเด็กอาจนึกว่าเป็นขนม แล้วนำมารับประทานจะก่อให้เกิดอันตรายได้
  2. ไม่ตั้งตู้ยาในที่ชื้น ควรตั้งอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ควรเก็บยาให้ห่างจากห้องครัว ห้องน้ำ และต้นไม้
  3. ควรจัดตู้ยาให้เป็นระเบียบ โดยแยกเป็นยาใช้ภายนอกและยาใช้ภายใน เพื่อป้องกันอันตรายจากการหยิบยาผิด

  • ยาใช้ภายใน ให้ใส่ขวดสีชามีฝาปิดสนิท เขียนฉลากว่า “ยารับประทาน” โดยใช้ฉลากสีน้ำเงิน หรือตัวอักษรสีน้ำเงิน หรือสีดำ พร้อมระบุชื่อยา สพรรคุณ ขนาด และวิธีรับประทานติดไว้ให้เรียบร้อย ถ้าเป็นยาน้ำแขวนตะกอน ที่ฉลากจะต้องมีคำว่า “เขย่าขวดก่อนใช้ยา”
  • ยาใช้ภายนอก ให้ติดฉลากสีแดง มีข้อความว่า “ยาใช้ภายนอกห้ามรับประทาน” ในฉลากต้องระบุชื่อยา สรรพคุณ ขนาด และวิธีใช้ให้เรียบร้อย

  1. เก็บรักษาไม่ให้ยาถูกแสงสว่าง เพราะยาบางชนิดหากถูกแสงแดดจะเสื่อมคุณภาพ จะต้องเก็บในขวดทึบแสง หรือขวดสีชา เช่น ยาหยอดตา ยาวิตามิน ยาปฏิชีวนะ ที่สำคัญควรเก็บยาตามที่ฉลากกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด แต่ถ้าฉลากไม่ได้บ่งไว้ก็เป็นที่เข้าใจว่าให้เก็บในที่ซึ่งป้องกันความชื้นได้ดี ไม่เก็บยาที่อุณหภูมิสูงเกินไป หรือไม่นำยาไปแช่แข็ง การเก็บรักษาที่ถูกต้อง ย่อมได้ยาที่มีประสิทธิภาพ และยาก็ไม่เสื่อมคุณภาพเร็ว ซึ่งจะให้ผลในการรักษาเต็มที่

ข้อแนะนำการทำกิจกรรม

  1. สำรวจยาที่มีในตู้ยาของห้องพยาบาลในโรงเรียนในประเด็นที่ว่า

  • มียาตัวใดหมดอายุแล้วหรือไม่
  • ลักษณะภายนอกของยาเป็นลักษณะของยาเสื่อมสภาพหรือไม่
  • การเก็บรักษายามีความเหมาะสมหรือไม่

  1. สำรวจยาในตู้ที่บ้านของนักเรียน

  • มียาตัวใดหมดอายุแล้วหรือไม่
  • ลักษณะภายนอกของยาเป็นลักษณะของยาเสื่อมสภาพหรือไม่
  • การเก็บรักษายามีความเหมาะสมหรือไม่

  1. รายงานผลการสำรวจให้อาจารย์ทราบ

ที่มา : คู่มือ อย.น้อย ปีงบประมาณ พ.ศ.2558 กลุ่มพัฒนาเครือข่าย กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

สารานุกรม อย.น้อย has written 19 articles